เกิดอะไรขึ้นกับตลาดแรงงานไทย? คนมีงานทำเพิ่ม แต่คนว่างงานพุ่ง 4 แสน แถมค่าจ้างฟรีแลนซ์ก็ลดลง
สภาพัฒน์เผยตลาดแรงงานไตรมาส 2 จ้างงานเพิ่ม แต่คนว่างงานแตะ 4 แสน เพิ่มเกือบ 10% ขณะที่ค่าจ้างอาชีพอิสระลดลง สะท้อนโจทย์รายได้และความมั่นคงของแรงงานไทย
ตลาดแรงงานไทยไตรมาส 2 ปี 2569 มีทั้งข่าวดีและเรื่องที่ต้องจับตา ข่าวดีคือ คนมีงานทำเพิ่มขึ้น แต่มองอีกด้านกลับพบว่า คนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10% แตะ 4 แสนคน ขณะที่ค่าจ้างของกลุ่มอาชีพอิสระ หรือ ฟรีแลนซ์ก็ลดลง
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ จึงมองว่า แม้ตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับกำลังแรงงานที่เข้าสู่ตลาด และยังมีหลายประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งเรื่องการว่างงาน รายได้ ชั่วโมงการทำงาน รวมถึงความเสี่ยงที่จะกระทบการจ้างงานในระยะต่อไป
คนมีงานทำเพิ่ม แต่คนว่างงานก็เพิ่ม
ไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีคนมีงานทำ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยภาคเกษตรมีคนทำงาน 11.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.5% ได้แรงหนุนจากการผลิตและราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้น
ส่วนคนทำงานนอกภาคเกษตรมี 29.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.5% โดยเฉพาะ ก่อสร้าง โรงแรม-ภัตตาคาร และค้าส่ง-ค้าปลีก โดยภาคการก่อสร้างโต 8.3% ตามการลงทุนภาคเอกชน ส่วนโรงแรมและภัตตาคารเพิ่มขึ้น 5.8% ตามการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว
แต่ในเวลาเดียวกัน กลับมีคนว่างงานประมาณ 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% แม้อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.95% แต่จำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องจับตา
คนตกงานส่วนใหญ่ “เคยมีงานทำ”
ที่น่าสนใจคือ คนว่างงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่เป็น คนที่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 7.1 หมื่นคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนส่วนคนที่ไม่เคยทำงานมาก่อนกลับมีจำนวนลดลง เหลือประมาณ 1.86 แสนคน
แล้วคนที่เคยทำงานมาก่อนออกจากงานเพราะอะไร?
คำตอบคือ การลาออกเอง คิดเป็น 41.1% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสาเหตุการว่างงานในกลุ่มนี้โดยคนที่ว่างงานส่วนใหญ่มาจากธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก และภาคการผลิต ถ้ามองตามระดับการศึกษา กลุ่มคนจบอุดมศึกษายังมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ 1.70% แม้จำนวนผู้ว่างงานในกลุ่มนี้จะลดลง
ไม่ใช่แค่คนตกงาน แต่คนว่างงานนานก็เพิ่ม
ในระบบประกันสังคมก็เห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งในไตรมาส 2 มีคนมาขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานประมาณ 2.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบ 2.37% เพิ่มจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ว่างงานนานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีประมาณ 8.1 หมื่นคน เพิ่มขึ้น 11.3%
ส่วนข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พบว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อน
อีกเรื่องที่น่าห่วง “ค่าจ้างฟรีแลนซ์ลด”
ถัดจากเรื่องการว่างงาน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ รายได้ของคนทำงาน
โดยพบว่าค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 15,937 บาทต่อเดือน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่กลุ่มที่เห็นการลดลงชัดเจนคือ ฟรีแลนซ์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 16,059 บาทต่อเดือน ลดลง 1.96%
พูดง่ายๆ คือ คนทำงานฟรีแลนซ์มีรายได้เฉลี่ยลดลง ขณะที่ลูกจ้างในระบบยังมีค่าจ้างเพิ่มขึ้น 0.90% มาอยู่ที่ประมาณ 15,853 บาทต่อเดือน
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเจอกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 2.70% กำลังซื้อของแรงงานยิ่งถูกกดดัน เมื่อหักเงินเฟ้อออกแล้ว พบว่า ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานลดลง 2.88%
โดยกลุ่มอาชีพอิสระได้รับผลกระทบมากที่สุด ค่าจ้างที่แท้จริงลดลงถึง 4.54% ส่วนลูกจ้างในระบบลดลง 1.76%
มีงานทำ ไม่ได้แปลว่าทำงานเต็มที่
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ 2.2 ล้านคน นี่คือจำนวน “ผู้เสมือนว่างงาน” หรือคนที่ยังมีงานทำ แต่ทำงานน้อยกว่าจำนวนชั่วโมงที่กำหนด เพิ่มขึ้น 8%
ในภาคเกษตร คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนคนทำงานนอกภาคเกษตรที่ทำงานน้อยกว่า 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เข้าข่ายเช่นกัน
ภาคเกษตรมีผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 3.7% ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 14.5%
ดังนั้น “ผู้เสมือนว่างงาน” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีงานทำ แต่หมายถึง มีงานทำ เพียงแต่ทำงานน้อยเกินไป
ขณะเดียวกัน คนที่ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และอยากทำงานเพิ่ม มีประมาณ 1.9 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 19.1% และกว่า 70% อยู่ในภาคเกษตร
ชั่วโมงทำงานลด แต่คนทำ OT ยังเยอะ
ภาพอีกด้านคือ ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยกลับลดลงเล็กน้อย คนไทยทำงานเฉลี่ย 42.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลดลง 0.3% ส่วนภาคเอกชนเฉลี่ย 46.8 ชั่วโมง ลดลง 0.2% แต่คนที่ทำงานหนักมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กลับมีถึง 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3%
จึงเกิดภาพที่ดูสวนทางกัน คือบางคนทำงานไม่ถึงชั่วโมงที่ต้องการ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกลับต้องทำงานล่วงเวลาจำนวนมาก
ต่อจากนี้ต้องจับตาอะไร?
สภาพัฒน์มองว่า ตลาดแรงงานยังมี 3 เรื่องที่ต้องเตรียมรับมือ
1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้ นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน คาดว่าจะครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 107,000 แห่ง และลูกจ้างประมาณ 5.7 ล้านคน
สิ่งสำคัญคือทำให้ลูกจ้างรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร และสามารถรักษาสิทธิของตัวเองได้เต็มที่
2. เอลนีโญกระทบงานภาคเกษตร
อีกเรื่องคือผลกระทบจากเอลนีโญที่อาจกระทบทั้งผลผลิต รายได้ และการจ้างงานภาคเกษตร เบื้องต้นอาจมีพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายกว่า 8,600 ไร่ และเกษตรกรได้รับผลกระทบกว่า 4,000 ราย
หากสถานการณ์ลากยาวหลังสิ้นสุดฤดูฝน ตั้งแต่ประมาณ 1 พฤศจิกายน 2569 ไปจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2570 อาจทำให้ผลผลิตเสียหายและรายได้ลดลงประมาณ 8%
จึงต้องเตรียมทั้งแผนการเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ำ และรองรับแรงงานที่อาจย้ายออกจากภาคเกษตรเข้าสู่นอกภาคเกษตร
3. แรงงานข้ามชาติกับอาชีพสงวน
อีกประเด็นคือแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำอาชีพสงวนของคนไทย โดยข้อมูลกรมการจัดหางานพบว่า ปีงบประมาณ 2569 มีแรงงานข้ามชาติที่ทำงานผิดกฎหมายกว่า 3,000 ราย และประมาณ 30% ประกอบอาชีพสงวน เช่น เร่ขายสินค้าและขับขี่ยานพาหนะ เพิ่มขึ้นประมาณ 19% จากปีงบประมาณ 2568
สภาพัฒน์ จึงเห็นว่า ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรักษาอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
สรุปภาพตลาดแรงงานไทย
ไตรมาส 2 ปี 2569 จึงเป็นภาพที่มีทั้งสองด้าน คือ คนมีงานทำเพิ่มขึ้น แต่คนว่างงานก็เพิ่มขึ้นเกือบ 10% และ 2.2 ล้านคนอยู่ในภาวะเสมือนว่างงาน ขณะที่ลูกจ้างบางกลุ่มมีค่าจ้างเพิ่ม แต่ค่าจ้างอาชีพอิสระกลับลดลง และเมื่อเจอกับเงินเฟ้อ ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานทั้งระบบก็ยังลดลง
ภาพทั้งหมดจึงสะท้อนว่า การดูตลาดแรงงานอาจไม่เพียงพอแค่ถามว่า “คนมีงานทำกี่คน” แต่ต้องดูต่อว่า งานนั้นมีรายได้เพียงพอ ชั่วโมงทำงานเหมาะสม และมั่นคงแค่ไหน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB